วันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560

การเรียนรู้นอกห้องเรียน: สร้างบรรยากาศและแรงจูงใจให้แก่นักศึกษา

การจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนสี่เหลี่ยม ประกอบด้วยอาจารย์ผู้สอนยืนอยู่หน้าชั้นเรียน นักเรียนหรือนักศึกษานั่งประจำโต๊ะ (ถึงแม้จะเป็นห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์) เป็นอย่างนี้ทุกครั้งในชั่วโมงสอน ก็อาจสร้างบรรยากาศที่น่าเบื่อหน่าย ขาดแรงจูงใจ ไม่สะดวกในการทำกิจกรรมกลุ่ม ไม่เป็นบรรยากาศที่สนองตอบวิถีชีวิตแบบ Life Stye ของนักศึกษาในยุค Gen Y ทำให้เกิดสถานการณ์ "สอนมาก เรียนน้อย" ซึ่งอาจจะไม่เกิดการเรียนรู้ในการสอนครั้งนั้นเลยก็ได้ เพราะผู้เรียนไม่ได้มีโอกาสการลงมือทำในกิจกรรมที่ผู้สอนมอบหมาย
      การจัดการเรียนรู้ในรายวิชาเว็บช่วยสอน (Web-based Instruction: WBI) ของสาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา (http://science.yru.ac.th/computer) ซึ่งเนื้อหาสำคัญของวิชาส่วนใหญ่เป็นทฤษฎี ข้อมูล ข้อและเท็จจริง (Fact)  ที่ผู้เรียนสามารถสืบค้นได้ทั้งหมดด้วย Google ดังนั้น ผู้สอนจึงจะต้องออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้เกิดการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ (Learning by Doing) และเลือกใช้โดยใช้แนวคิดของการเรียนรู้ด้วยโครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning: PjBL) ร่วมกับการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม (Team-based Learning: TBL) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สนับสนุนการสอนแบบ Active Learning  โดยผู้เรียนจะต้องมีชิ้นงานหรือผลงาน ที่เกิดจากการทำกิจกรรมของทีมหรือกลุ่ม ผู้สอนจะให้โอกาสได้ทำกิจกรรมนอกห้องเรียน นอกห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ เช่น การใช้ห้องเสริมการเรียนรู้ (ห้องติว) ซึ่งมหาวิทยาลัยจัดเตรียมไว้ให้ที่ศูนย์บรรณสารสนเทศ สำนักวิทยบริการฯ เป็นสถานที่ที่สนับสนุนการเรียนรู้ตามสไตล์ของนักศึกษา Gen Y ที่เน้นความสะดวกสบาย ความเป็นส่วนตัว มีอุปกรณ์สนับสนุนในการทำกิจกรรม มี Wifi ความเร็วสูง เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกเวลา นับเป็นการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เสริมแรงจูงใจ
    จากนั้น ผู้เรียนสรุปผลการเรียนรู้เผยแพร่ในชุมชนรายวิชา (Google+) และสรุปสาระการเรียนรู้ในเว็บบล็อกของตนเอง เพื่อทบทวนสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ ผู้สอนติดตามให้ข้อเสนอแนะ ทำหน้าที่เป็น Coach ให้ข้อคิดเห็นในการปรับปรุง เอกสารทุกอย่างแชร์และทำงานร่วมกันใน Google Drive ทำให้การเรียนรู้ของรายวิชาไม่มีรายงาน ทุกอย่างไร้กระดาษ Paperless สร้างทักษะดิจิทัลให้แก่ผู้เรียนไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้



วันเสาร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560

การเรียนรู้จากผลงานวิจัย: การออกแบบกิจกรรมนำเสนอผลการเรียนรู้ผ่านคลิปวิดีทัศน์สร้าง Active Learner


ทักษะการออกแบบการจัดการเรียนรู้ในยุคศตวรรษที่ 21 นับเป็นทักษะสำคัญของผู้สอนในยุคนี้ ที่จะต้องเน้นทักษะการออกแบบสถานการณ์การเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับชีวิตจริง เนื่องจากผู้เรียนโดยเฉพาะในระดับปริญญาตรี เป็นผู้เรียนในยุค "Gen Y"  [อ่านเพิ่มเติม ...] ที่มีบุคลิก ลักษณะนิสัย วิธีการเรียนรู้ที่เขาเกิดมาพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต การสื่อสารข้อมูล  ต่างจากในยุคอดีตที่ผู้สอนส่วนใหญ่อาจเกิดในยุค "Gen X" หรือก่อนหน้านั้น "Baby Boomer" และหากผู้สอนยังไม่ปรับตัว ปรับวิธีคิด เปลี่ยนวิธีสอน ยังหลงอยู่ในยุค Gen X อีก ก็อาจจะไม่สามารถสอนนักศึกษาในยุคปัจจุบันได้ หรือสอนได้แต่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์การการเรียนรู้ (ห้องเรียน) ได้ อาจจะเป็นการกักขังผู้เรียนให้อยู่ในห้องเรียนแบบดั้งเดิม (Traditional Classroom) ที่น่าเบื่อ มีผู้สอนเป็นผู้ควบคุม เป็นศูนย์กลางการสอน แต่ไม่ใช้การเรียนรู้
   การจัดการเรีียนรู้ในระดับปริญญาตรี สาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา ซึ่งบัณฑิตสาขานี้ จะสำเร็จการศึกษาออกไปเป็นครูพันธุ์ใหม่ใช้ไอซีทีเป็นเครื่องมือออกแบบการเรียนรู้ มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบการเรียนรู้ สถานการณ์การเรียนรู้ที่ใช้ไอซีทีเป็นเครื่องมือ เข้าใจนักเรียนในยุค Gen Y สามารถประยุกต์ใช้ความก้าวหน้าของไอซีที ให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างนักเรียนพันธุ์ใหม่ ที่จะเป็นผู้สร้างสรรค์มากกว่าการเป็นผู้ใช้อย่างเดียว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของคนในการนำพาประเทศไปสู่ "ประเทศไทย 4.0" ตามวิสัยทัศน์ชาติ "มั่งคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่ม เพื่อการพึงพาตนเองได้ในอนาคต
   จากประสบการณ์การสอนรายวิชา เว็บช่วยสอน (Web-based Instruction) ในการสอนเนื้อหาตามคำอธิบายรายวิชาในประเด็น "ศึกษาเอกสารผลงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บ" ผู้สอนกำหนดเป็นงานมอบหมาย (Assignment) ในระบบอีเลิร์นนิ่ง โดยการแบ่งนักศึกษาทำงานเป็นทีม (เน้นสร้างทักษะการทำงานเป็นทีม การสร้างสรรค์ผลงาน การคิดวิเคราะห์ในการวางแผนร่วมกัน) โดยกำหนดให้แต่ละทีม ศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากฐานข้อมูล Thailis (http://www.thailis.or.th/tdc) โดยศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์สาระสำคัญของงานวิจัย ออกแบบการนำเสนอ (presentation) โดยใช้คลิปวิดีโอเผยแพร่ใน Youtube โดยใช้ความรู้และทักษะจากรายวิชาที่ผ่านมา จากนั้นให้แต่ละทีมนำเสนอและแชร์ผ่านชุมชนรายวิชาใน Google+ โดยกระบวนการเรียนรู้ในหัวข้อนี้ เน้นการเรียนรู้นอกคาบ เรียน ใช้สถานที่นอกห้องเรียน เช่น ห้องกิจกรรมเสริมการเรียนรู้กลุ่ม ที่ศูนย์บรรณสารสนเทศ สำนักวิทยบริการฯ จัดให้บริการ หลังจากนั้น ให้ผู้เรียนทุกคนสรุปผลการเรียนรู้ของตนเองและทีมในกิจกรรมนี้ เผยแพร่ในเว็บบล็อกของตนเอง (กิจกรรมหนึ่งในรายวิชา)


    ผลการจัดการเรียนรู้ พบว่า แต่ละทีมสามารถสร้างผลงานนำเสนอได้เสร็จทันตามกำหนดเวลา และสร้างความตื่นเต้น สนุกสนานในการเรียนรู้ ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เกิดทักษะการทำงานเป็นทีม รวมถึงทำให้ผู้สอนเอง มีเวลาในการวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล จากการแสดงพฤติกรรมของผู้เรียนผ่านการบันทึกวิดีโอคลิป นักศึกษาสามารถนำทักษะและเทคนิคการจัดการเรียนรู้ ไปปรับประยุกต์ใช้เมื่อออกไปประกอบวิชาชีพครูในอนาคต
    ตัวอย่างผลงานของนักศึกษาแต่ละทีม ซึ่่งผู้สอนมีหน้าที่ในการให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงของแต่ละทีม หรือแต่ละบุคคลผ่านชุมชนการเรียนรู้ Google+


วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม: กิจกรรมนอกห้องเรียนแบบเดิม เน้นกิจกรรมการเรียนรู้นอกกรอบ

การจัดการเรียนรู้ในรายวิชา WBI ผู้สอนออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเป้าประสงค์ของรายวิชา จัดสถานการณ์การเรียนรู้ในสภาพชีวิตจริง (ทำงาน) โดยจัดการเรียนรู้ในระบบอีเลิร์นนิ่ง ร่วมกับการใช้เครื่องมือจัดการเรียนรู้ใน Google App for Education และเน้นกิจกรรมเป็น Team-based Learning: TBL ให้อิสระผู้เรียนได้ทำกิจกรรมกลุ่มด้วยทักษะการสร้างทีม เน้นการส่งเสริมทักษะการคิด วิเคราะห์ และนำเสนอ สามารถทำกิจกรรมการเรียนรู้ ณ สถานที่ใดๆ ก็ได้ ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ทำให้ผู้เรียนทุกคนซึ่งเป็นสมาชิกในทีมได้มีโอกาสลงมือทำ ร่วมกันรับผิดชอบในการทำกิจกรรมของทีม สร้างชิ้นงานได้ ไม่เบื่อหน่ายกับสภาพห้องเรียนสี่เหลี่ยมแบบดั้งเดิมที่เคยเรียนมา โดยมีผู้สอนเป็นผู้ควบคุมชั้นเรียน ผู้เรียนเป็นผู้ตาม (หลับ)



     ยิ่งกว่านั้น กิจกรรมการเรียนรู้แบบนี้ ยังส่งเสริมให้เกิด Active Learning เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสนำเสนอด้วยวาจาทุกคน ฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาไทย  (ผู้สอนทำหน้าที่เป็น Commentator) และเมื่อเสร็จสิ้นการเรียนรู้แต่ละครั้ง ผู้เรียนทุกคนต้องสรุปผลการเรียนในเว็บบล็อก (เขียน) ของแต่ละคน เป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของการประเมินผลแบบสภาพจริง ที่เน้นการประเมินผลงานหรือชิ้นงาน (ทักษะ) มากกว่าการประเมินความรู้ ความจำ (ทดสอบ) ทำให้สามารถส่งเสริมบัณฑิตให้เกิดทักษะปฏิบัติจากการลงมือทำจริง ทักษะการเขียน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างอัตลักษณ์นักศึกษาสาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา (ค.บ. 5 ปี) คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ให้โดดเด่นตามวิสัยทัศน์ของหลักสูตรได้ "เก่งศาสตร์ เก่งจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเน้นประยุกต์ใช้ไอซีทีเป็นฐาน" (http://science.yru.ac.th/computer)


วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การส่งเสริมสู่ครูมืออาชีพหรือครูพันธุ์ใหม่ สาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

กล่าวได้ว่า ครู คือ ปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาแห่งชาติ เพื่อพัฒนาการศึกษาไปสู่การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ปัจจุบันมีหลายมหาวิทยาลัยมีหลักสูตรผลิตครู 5 ปี โดยกำหนดให้เรียนตามหลักสูตร 4 ปี และออกฝึกปฏิบัติการสอนจริงในโรงเรียนหรือสถานศึกษาอีก 1 ปี ซึ่งคาดว่าจะเป็นระบบการผลิตครูที่ได้ประสิทธิภาพ ประสบการณ์ตรงที่นักศึกษาครูได้รับ จะส่งเสริมให้บัณฑิตเหล่านี้เป็นครูพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพ "เก่งทักษะการจัดการเรียนรู้" ออกไปเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ๆ ให้มีคุณภาพ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ปลูกฝังการเป็นนักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ เก่งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ การใช้ไอซีทีเป็นเครื่องมือการเรียนรู้และสร้างชิ้นงาน  เป็นการส่งเสริมการผลิตกำลังคนของชาติในอนาคตให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ของชาติในระยะ 20 ปี ที่รู้จักในชื่อ "ประเทศไทย 4.0" หรือ "Thailand 4.0" ซึ่งคุณภาพของคนในชาติ เป็นปัจจัยความสำเร็จการก้าวไปสู่วิสัยทัศน์ดังกล่าวที่สำคัญมากที่สุด

 

 
   ดังนั้น การปฐมนิเทศนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.) สาขาคอมพิวเตอร์ศึกษาก่อนไป
ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู สาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา ปีการศึกษา 2560 จึงได้นำประสบการณ์การออกไปนิเทศนักศึกษารุ่นพี่ปีการศึกษา 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งยังพบข้อสังเกตหลายๆ ประการ ที่นักศึกษาในรุ่นต่อไปจำเป็นต้องนำมาปรับปรุง ได้แก่

  • นักศึกษายังไม่สามารถประยุกต์ใช้ทฤษฎีการจัดการเรียนรู้ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างชัดเจน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ยังไม่ต่างจากสภาพการเรียนการสอนของนักเรียน หรือของครูพี่เลี้ยงที่ผ่านมา 
  • นักศึกษายังใช้เวลาในการทำกิจกรรมเสริม กิจกรรมพิเศษของโรงเรียนมาก (อาจเป็นนโยบายของผู้บริหาร) ทำให้มีเวลาในการคิดวิเคราะห์เพื่อการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับทักษะในชีวิตจริง ซึ่งนักเรียนจำเป็นต้องใช้ในอนาคต เช่น การใช้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ กระบวนการทำงานเป็นทีม การสร้างลักษณะนิสัยกระหายใคร่รู้ ความรับผิดชอบ ยังเน้น ให้นักเรียนเห็นความสำคัญของคะแนนจากการทดสอบเป็นด้วยแบบทดสอบเป็นสำคัญ มากกว่าการประเมินพฤติกรรมหรือผลสำเร็จของการเรียนรู้ หรือจากชิ้นงานอย่างหลากหลาย ยังไม่สามารถให้ข้อเสนอแนะนักเรียนเป็นรายบุคคลได้
  • การวิจัยพัฒนาการเรียนรู้ ยังไม่ค่อยเชื่อมโยงกับปัญหาที่เกิดจริงๆ ในห้องเรียนหรือในโรงเรียน ผลการวิจัยยังไม่สามารถพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างเด่นชัด

กิจกรรมนิเทศนักศึกษาที่อยู่ในความดูแลในวันนี้ (2 พฤษภาคม 2560) จึงเป็นกิจกรรมสำคัญ เพื่อช่วยแนะนำให้นักศึกษาที่จะออกไปปฏิบัติหน้าที่ครูผู้สอนในโรงเรียน ได้รับรู้และเตรียมปรับตัวให้การลงพื้นที่ปฏิบัติการสอนให้มีประสิทธิภาพ และสัมฤทธิ์ผลตามที่หลักสูตรครุศาตรบัณฑิต (ค.บ.5 ปี) สาขาคอมพิวเตอร์ศึกษาตั้งเป้าหมายไว้ต่อไป ทั้งนี้ จะได้มีโอกาสติดตามผลงานของนักศึกษากลุ่มดังกล่าวผ่านเว็บบล็อกของนักศึกษาเอง และการเผยแพร่ในชุมชนของการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ

อ่านเพิ่มเติม:

วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560

แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเข้าร่วมงาน Education ICT forum 2017

ระหว่างวันที่ 26-27 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา มีโอกาสได้เข้าร่วมงาน Education ICT Forum 2017 (http://educationictforum.com) ซึ่งในปีนี้กำหนด Theme ของการจัดงานคือ How To Reform Education System to Accelerate Thailand 4.0 งานจัดขึ้น ณ ห้องวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเจ้าภาพหลัก คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศประเทศไทย โดยความร่วมมือและสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่ประชุมอธิการบดี
แห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิยาลัยเทคโนโลยีมหานคร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิยาลัยราชภัฏจันทรเกษฒ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เป็นต้น
     ในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ดร.พิเชษฐ์ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งให้ประเด็นคิดที่สำคัญหลายๆ ประการ โดยเฉพาะการดำเนินงานของรัฐบาลในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศสู่ ประเทศไทย 4.0 ในระยะ 20 ปีข้างหน้าตามยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2560-2579 แต่ที่สำคัญคือ การพัฒนาศักยภาพของคนให้สามารถรองรับการพัฒนาในอนาคตที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ซึ่งภาคการศึกษาโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานรับผิดชอบการจัดการศึกษาทุกระดับของชาติ รวมทั้งการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่สำคัญในสังคมในอนาคตด้วย

 

 



  ประเด็นและสาระสำคัญที่ได้จากการเข้าร่วมสัมมนาที่นำมาแลกเปลี่ยนกันที่น่าสนใจ มีดังนี้
  • การปรับตัวของอุดมศึกษาไทย ทำอย่างไรที่จะรองรับการพัฒนาวิสัยทัศน์ชาติ "มั่งคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" สู่ "ประเทศไทย 4.0" ด้วยวิกฤติคุณภาพการศึกษา คุณภาพบัณฑิตไทยที่ยังไม่ตอบสนองและสนับสนุนการพัฒนาไปสู่ประเทศไทย 4.0 หรือประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดประดิษฐ์นวัตกรรม การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้บริบทของเทคโนโลยีของโลกที่ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว 
  • การจัดการศึกษาที่เป็นแนวทางสนับสนุน Thailand 4.0 ที่สำคัญคือ ต้องปฏิรูปกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เน้น Active Learning ตัวอย่างเช่น การใช้ STEM (Science, Technology, Engineer, Mathematic) เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้  การพัฒนาโรงเรียนไปสู่  Innovative School ซึ่งจะเป็นรูปแบบที่ต่างปัจจุบัน เป็นต้น
  • ผลกระทบด้านการศึกษาของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้เรียนเป็นผู้เลือกในสิ่งที่สนใจและอยาก
    เรียนรู้ เช่น เทคโนโลยีการจัดการเรียนรู้แบบเปิดสำหรับผู้สนใจเรียนกลุ่มใหญ่แบบออนไลน์
    ที่สามารถสมัครเข้าเรียนได้จากทั่วโลก เรียนกับผู้สอนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขา/วิชานั้นๆ จากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก หรือ จากผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ เมื่อเรียนเสร็จได้ในใบรับรองคุณวุฒิ ที่เรียกว่าระบบการเรียนการสอนแบบ MOOC (Massive Open Online Course) เช่น Edx (https://www.edx.org) Saylor (https://www.saylor.org) Coursera (https://www.coursera.org) Khan Academy (https://www.khanacademy.org) เป็นต้น ซึ่งนวัตกรรมการเรียนรู้เหล่านี้ จะตอบสนองกับผู้เรียนยุค Gen Y หรือ Gen i ที่ต้องการเรียนรู้ในสิ่งที่ต้องการรู้และนำไปใช้ได้จริงๆ เรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ มีชื่อเสียงระดับโลก ทำให้การจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยในรูปแบบปกติ ต้องนำไปพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้กับระบบการเรียนการสอนในหลักสูตรปกติของมหาวิทยาลัย

   จากสาระสำคัญที่ได้จากการเข้าร่วมประชุมสัมมนาครั้งนี้ ลองสืบค้นในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับแนวคิดที่นักการศึกษาไทยนำเสนอเกี่ยวกับ Education 4.0 ที่จะรองรับแนวคิด Thailand 4.0 ก็พบว่าท่าน ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ได้นำเสนอสไลด์บรรยายเรื่อง การเรียนรู้สู่อนาคต: ความท้าทายในศตวรรษที่ 21 ไว้ อย่างน่าสนใจ  ท่านที่สนใจลองศึกษาเพิ่มเติมดู เพื่อเป็นแนวทางในการปรับตัวของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการศึกษาโดยตรง ทั้งเป็นผู้สอนและผู้กำหนดนโยบายขององค์กรด้านการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยไทย ที่นวัตกรรมเหล่านี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยไทยอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้

เอกสารอ่านเพิ่มเติม: